บันทึก

ผู้สนับสนุน

View By Date

Tags

Statistic

  • 18
    Blogs
  • 3
    Active Bloggers

ผู้สนับสนุน

  • 21 Aug 2016
    สำหรับสมาชิกท่านใดที่ต้องการค้าขายกับเว็บเราอย่างจริงจัง จะต้องมีการยืนยันตัวตน โดยส่งหลักฐานการมีตัวตน ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร รูปถ่ายที่ชัดเจนให้ทางทีมงานได้เก็บไว้ ถ้าหากมีการร้องเรียน การฉ้อโกงกัน จะได้มีหลักฐานในส่วนนี้มอบให้กับคู่กรณี และเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับผู้ซื้อด้วย   ก่อนจะเป็นสมาชิกที่ยืนยันตัวตน ต้องเป็นสมาชิกของเว็บไซต์ก่อน สามารถคลิกที่สมัครสมาชิกในเมนูด้านบนขวาได้เพื่อสมัครสมาชิก   หลักฐานที่จะต้องเตรียม 1. สำเนาบัตรประชาชน หรือรูปถ่ายบัตรประชาชน     เซ็นเซอร์ปิด เลขที่บัตรและวันเดือนปีเกิด และเขียนขีดคล่อมไว้ว่า "ใช้เพื่อยืนยันตัวตนกับเว็บ เกษตรแฟร์.com" เท่านั้นด้วย 2. รูปถ่ายสมาชิก ถือบัตรประชาชน 3. รูปถ่ายสมาชิกและรูปถ่ายในบัตรประชาชนต้องตรงกันหรือเป็นคนเดียวกัน 4. สมุดบัญชี และชื่อบัญชีต้องตรงกับชื่อในบัตรประชาชน 5. เบอร์โทรศัพท์มือถือ ที่ลงทะเบียนซิมด้วยบัตรประชาชนในข้อ 1    คำแนะนำการประกาศขาย 1. การลงประกาศขายของ ถ้าสามารถถ่ายรูปผู้ขายพร้อมสินค้าได้ จะเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือขึ้นอีก (ไม่บังคับ) 2. ลงรูปสวน ไร่ นา บริษัทหรือโรงงานผู้ผลิตสินค้าที่ลงประกาศ     พร้อมรูปผู้ประกาศ จะเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือขึ้นอีก (ไม่บังคับ)   ส่งหลักฐานโดยสร้างอัลบั้ม ยืนยันตัวตนในโปรไฟล์ แล้วนำรูปถ่ายหลักฐานนั้นอัพโหลดเข้าไปในอัลบั้มนั้น อัพโหลดเสร็จแล้ว ส่ง pm หรือข้อความมาให้ admin สุริยา หรือส่งหลักฐานทั้งหมดส่งข้อความหรือ pm ให้กับ admin สุริยา ได้เลยครับ คลิกเข้าไปที่ โปรไฟล์ admin สุริยา แล้วจะมีเมนูส่งข้อความได้ซ้ายมือ http://www.xn--12c4b4apb6a1mma5h.com/profile/webmaster   หลังจากนั้นให้รอ การตรวจสอบและอนุมัติจาก admin ประมาณ 1-2 วัน  เมื่อยืนยันตัวตนกับทางเว็บแล้ว ก็จะสามารถโพสต์ประกาศขายของได้ในตลาดกลาง
    73 โพสต์โดย Admin สุริยา
  • 21 Aug 2016
    เคยอ่านนิทานก่อนนอนเรื่องหนึ่ง รายละเอียดปลีกย่อยจำไม่ค่อยได้ จำได้แต่ รายละเอียดสำคัญๆ   เรื่องมีอยู่ว่า พ่อค้าคนหนึ่ง หาผู้สืบทอดกิจการ เลยให้ลูกชายลูกสาว ไปสำรวจหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ว่าถ้าเราเอารองเท้านินจาสำหรับเดินป่าปีนเขา เอาไปให้เขาใส่ทำนา จะมีคนซื้อหรือเปล่าคุณลักษณะของรองเท้าก็ประมาณเป็นผ้าแห้งเร็วน้ำหนักเบา พื้นหนาใส่สบาย น้ำไม่เข้าปลิงไม่เกาะไรประมาณนั้น   หลังจากลูกชายกลับมา บอกพ่อว่า ไม่มีคนซื้อหรอกหมู่บ้านนี้ เพราะไม่มีรองเท้าแบบนี้ขายเลย ท่านพ่อ   หลังจากลูกสาวกลับมา บอกว่า หมู่บ้านนี้น่าจะขายได้ดี เพราะไม่มีรองเท้าแบบนี้ขาย อาจจะต้องส่งเสริมการตลาดนิดหน่อยในช่วงแรก คือต้องมีการโฆษณาและสาธิตนิดๆหน่อย   เสร็จแล้วนิทานก็สรุปให้ฟังว่า พ่อค้าก็ให้ลูกสาวสืบทอดกิจการไปเพราะว่าลูกสาว ฉลาดและหัวการค้ากว่า ถึงแม้จะเป็นลูกสาวและลูกคนรองก็ตาม   จำไม่ได้นะว่าเคยอ่านหรือจำมาจากไหน วันนี้นึกขึ้นได้ระหว่างนั่นทำเว็บ เกษตรแฟร์.com อยู่   แล้วก็ให้กำลังใจตัวเองแบบในนิทาน ตั้งคำถามแล้วก็ตอบตัวเองว่า   จะมีคนมาโพสต์ขายของในเว็บเราหรือเปล่าเน้อ แล้วคิดเอาเองไปว่า น่าจะมี เพราะต้องมีสักคนแหละที่คิดว่า สินค้าที่เขามี ในนี้อาจจะยังไม่มีขาย ถึงแม้ตอนนี้มันจะดูโล่งๆ จะมีคนซื้อหรือเปล่าก็ยังไม่รู้แต่อย่างที่ยกนิทานเบื้องต้นมาเล่าให้ฟังคือ   สินค้าอะไรก็ตาม อยู่ที่หนึ่งอาจดูธรรมดา อยู่อีกที่หนึ่งอาจจะดูพิเศษ สินค้าอะไรก็ตาม อยู่ในที่หนึ่งไม่มีขาย แต่ถ้าเราเอาไปขาย อาจจะขายได้ดีก็ได้   แป๊ะ พันปักษา www.เกษตรแฟร์.com
    78 โพสต์โดย Admin สุริยา
  • 08 Aug 2016
    ชวนพี่น้องชาวไทยมาเดินตามรอยในหลวง ด้วยการทำสวนแบบพอเพียงจาก “เกษตรทฤษฎีใหม่” ในแบบฉบับครัวเรือนที่ใคร ๆ ก็ทำตามได้ แล้วจะรู้ว่าในหลวงทรงแค่อยากเห็นคนไทยพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนก็เท่านั้นเอง หนทางที่แสนยาวไกลของชีวิตมันจะไม่ยากเลยสักนิดหากคิด และทำให้รอบคอบตามรอยพระยุคลบาทของในหลวง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราเคยมองเห็น เคยได้ยิน เคยคิด และเคยพูดอยู่บ่อย ๆ แต่ก็ยังไม่เคยลงมือ “ทำ” ฉะนั้นหนทางมันจึงดูยากเย็นไปโดยปริยาย ดังนั้นวันนี้กระปุกดอทคอมจะพิสูจน์ให้เห็นว่า แนวทางพอเพียงนั้นเป็นเรื่องง่ายที่ทุกคนทำได้ ด้วยทริคการทำสวนแบบพอเพียงที่ประยุกต์มาจาก “เกษตรทฤษฎีใหม่” ซึ่งในหลวงได้พระราชทานพระราชดำรัสไว้ เพื่อให้เกษตรกรอยู่แบบพึ่งพาตนเองได้ในทุกสถานการณ์   ด้วยวิธีการจัดการทรัพยากรให้คุ้มค่าอย่างยั่งยืน แล้วจะมีวิธีไหนบ้างนั้นต้องไปดูกันเลยดีกว่า   1. แบ่งพื้นที่ในสวนให้เหมาะสมและคุ้มค่าก่อนอื่นเราต้องสำรวจพื้นที่ในสวนให้ถี่ถ้วนด้วยการตรวจสภาพดิน ทิศทางแสงแดด และลม จากนั้นก็เริ่มแบ่งพื้นที่ในสวนตามเกษตรทฤษฎีใหม่จากสูตร 30:30:30:10 ให้ง่ายและเหมาะสมกับพื้นที่ของเราเอง โดยปรับเป็นโซนแปลงผักสวนครัว โซนสมุนไพร โรงเรือนเห็ด ฟาร์มสัตว์เล็ก ๆ (เล้าไก่หรือฟาร์มไส้เดือนไซส์มินิ) และบ่อน้ำหลัก แต่ถ้าหากพื้นที่คับแคบเกินไปก็ไม่จำเป็นจะต้องแบ่งตามนี้ทุกประการ เลือกเฉพาะโซนที่เหมาะสมกับบ้านเราเท่านั้นก็ได้ค่ะ   2. DIY ระบบน้ำฉบับบ้าน ๆ ของคนรักสวนจากแนวคิดระบบการจัดการน้ำของในหลวง ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องน้ำมากขึ้นและสามารถนำไปปรับใช้ในสวนได้อย่างเหมาะสม ด้วยการขุดบ่อน้ำหลักเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในสวน และต่อท่อไปยังแปลงปลูกทั้งหมดที่มี หรืออาจจะส่งตรงไปยังพืชที่ต้องการน้ำมากอย่างเดียวก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังสามารถเลี้ยงปลาไว้เป็นอาหารหรือปลูกพืชน้ำอย่างผักกระเฉดในบ่อได้อีกด้วย   3. ปรับดินให้มีคุณภาพด้วยการรับแสงแดดไม่ต้องฟุ่มเฟือยเพื่อบำรุงใหม่หากพบว่าสภาพดินในสวนไม่เอื้ออำนวยให้ปลูกพืชเท่าไร แนะนำให้พรวนดินและเปิดหน้าดินรับแสงแดดโดยตรง เพราะแสงแดดจะช่วยปรับสภาพดินให้มีสารอาหารที่เหมาะสมกับพืชหรือจะทำการผสมดินในขั้นตอนไปพร้อม ๆ กันเลยก็ได้ค่ะ   4. เลือกใช้กระถางที่ช่วยประหยัดน้ำและลดโลกร้อนวัสดุของกระถางต้นไม้ก็มีส่วนช่วยในการจัดสวนแบบพอเพียงได้เหมือนกัน เช่น กระถางที่ทำจากโลหะหรือสังกะสีจะดูดซับความร้อนจากแสงแดดเข้ามามาก ทำให้ดินขาดความชุ่มชื้นเพราะน้ำจะระเหยออกไปจนหมดและทำให้เราต้องรดน้ำบ่อยขึ้น ดังนั้นควรจะเปลี่ยนมาใช้กระถางที่สามารถกักเก็บความชื้นหรืออุ้มน้ำได้นาน ๆ แทน เช่น กระถางดิน ส่วนอีกหนึ่งวิธีก็คือการนำภาชนะเหลือใช้ในครัวเรือนมา DIY ใหม่ เช่น นำตะกร้าหรือขวดน้ำพลาสติกมาใช้ในการปลูกต้นไม้ ก็จะช่วยลดขยะไม่สร้างสภาวะโลกร้อนได้อีกทาง   5. ผสมปุ๋ยอินทรีย์ ไม่มีสารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้องเมินหน้าใส่ปุ๋ยเคมีแล้วหันมาลงมือผสมปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองกันดีกว่า ทั้งปลอดภัยไร้สารพิษและยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายไปในตัว ขอบอกก่อนเลยว่าปุ๋ยอินทรีย์นั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิดคือ ปุ๋ยหมักจากซากพืชซากสัตว์ ปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์ และปุ๋ยพืชสดจากพืชหน้าดินที่ย่อยสลาย แต่ในเมื่อสวนของเราเป็นฉบับครัวเรือน อาจจะทำตามทริคง่าย ๆ เหล่านี้ -ปุ๋ยน้ำหมักนำมูลสัตว์ 1 ส่วนมาผสมกับใบไม้แห้ง แกลบ ฟางหรือหญ้าแห้งแค่ 1 ส่วน รำ 1 ส่วนให้เข้ากันและพักไว้ หันมาผสมกากน้ำตาล 40 ซี.ซี. กับน้ำเปล่า 10 ลิตร และจุลินทรีย์อีก 40 ซี.ซี. ให้เข้ากัน จากนั้นนำไปราดและคลุกเคล้ากับส่วนผสมแรกให้ได้เนื้อที่พอดีไม่เหลวและไม่แห้งจนเกินไป วางปุ๋ยให้เป็นกองเพื่อหมักทิ้งไว้อีกสักสัปดาห์ครึ่งก็เป็นอันใช้ได้   - หลุมหมักปุ๋ยกลางแปลงปลูกแบบ keyholeไอเดียเพาะปลูกจากแอฟริกาที่เรานำมาปรับใช้ ก่อนอื่นต้องก่อแปลงปลูกให้เป็นวงกลมที่มีความสูงพอสมควร ขุดบ่อหรือหลุมไว้ตรงกลางแปลงเพื่อเอาไว้ใส่ซากพืชเปลือกไข่และสิ่งของที่สามารถย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้ลงไปหมักในนั้น ใช้ใบไม้แห้งและฟางแห้งคลุมหน้าเอาไว้ เท่านี้เราก็จะได้ปุ๋ยที่อยู่ในแปลงปลูกโดยอัตโนมัติแล้ว   6. ความชุ่มชื้นของดิน คือ สิ่งที่ต้องรักษาอีกหนึ่งวิธีการทำสวนให้พอเพียงนั้น ก็คือ การรักษาความชุ่มชื้นของดินเอาไว้ หากเราปล่อยปละละเลยเรื่องเล็กๆ อย่างนี้ไปรับรองว่าคุณต้องนอนก่ายหน้าผากบนกองบิลค่าน้ำเป็นแน่ มาเริ่มกันที่วิธีแรก ด้วยการรองใต้กระถางด้านในด้วยกระดาษทิชชู แพมเพิสชิ้นใหม่ หรือเสื้อถักไหมพรมตัวเก่าเอามาคลุมหน้าดินด้วยแกลบและปลูกหญ้าแฝกไว้รอบ ๆ สวน วิธีทั้งหมดนี้จะช่วยกักเก็บน้ำไว้ในดินได้อย่างเหมาะสมและส่งผลให้พืชพรรณเจริญเติบโตออกดอกออกผลอย่างสวยงาม   7. ปลูกผักสวนครัวตามฤดูกาลให้มีกินตลอดทั้งปีสภาพอากาศตามฤดูกาลคือปัจจัยหลักที่ทำให้สวนอุดมสมบูรณ์พร้อมใช้งาน ดังนั้นเราจึงควรหันมาปลูกพืชให้ตรงกับฤดูกาลเพื่อให้มีกินมีใช้ได้ตลอดทั้งปีกันดีกว่าค่ะ -ฤดูร้อนควรปลูกมะระ, บวบ, ผักชี, น้ำเต้า, ผักกาดหอม, ข้าวโพดหวาน หรือถั่วฝักยาว -ฤดูฝน (ช่วงต้น) ให้ปลูกกวางตุ้ง, พริก, ผักกาดหอม, บวบ, ผักบุ้ง, มะเขือ, แตงกวา หรือกระเจี๊ยบเขียว -ฤดูฝน (ช่วงปลาย) ควรปลูกมะเขือเทศ, ขึ้นฉ่าย, แครอท, พริกหยวก, กะหล่ำปลี, ถั่วลันเตา หรือหอมใหญ่ -ฤดูหนาวควรปลูกมะเขือเทศ, หอมใหญ่, ผักกาดขาว, ถั่วพู, ขึ้นฉ่าย, ผักชี, ตั้งโอ๋ หรือบล็อกโคลี   8. ประเภทของพืชหลัก ๆ ที่ควรปลูกเอาไว้ในสวนเมื่อแบ่งพื้นที่ในสวนได้ตามที่ต้องการแล้วก็ควรจะเลือกพืชมาปลูกให้เหมาะสมตามประเภทหลัก ๆ ที่ควรจะมีไว้ใช้ประโยชน์ในบ้านดังนี้ -พืชผักผลไม้แบบยืนต้นอย่าง มะม่วง กล้วย มะละกอ มะรุม และขนุน -พืชผักและไม้ล้มลุกอย่าง ถั่วฝักยาว มันเทศ มะเขือ มะลิ และซ่อนกลิ่น -พืชสมุนไพร เช่น พริกไทย หญ้าแฝก กะเพรา สะระแหน่ โหระพา ตะไคร้ บัวบก และพลู -เห็ดชนิดต่าง ๆ ที่ชื่นชอบ   9. สูตรไล่แมลงและศัตรูพืชแบบไร้สารพิษปัญหาศัตรูพืชเป็นเรื่องธรรมดาที่เราสามารถจัดการได้อยู่หมัดกับสูตร DIY ของในครัวเรือนโดยพึ่งสารเคมีได้ดังต่อไปนี้ด้วยสูตรยาฆ่าแมลงปลอดสารพิษจากก้นครัว -สะเดาให้นำเมล็ดสะเดาไปล้างน้ำให้สะอาดและผึ่งแดดไว้ 4 วัน นำมาตำให้เป็นผงก่อนจะผสมกับน้ำเปล่าและทิ้งให้นอนก้น สุดท้ายให้กรองด้วยผ้าขาวบางก่อนจะนำไปฉีดพ่น -มะเขือเทศให้นำผล ลำต้น หรือใบไปบดให้ระเอียดและผสมกับน้ำขี้เถ้า จัดการกรองกากใยให้เรียบร้อยก่อนนำไปใช้   10. แบ่งปันผลผลิตให้กับเพื่อนบ้านสร้างรากฐานความสัมพันธ์การปรับใช้ “เกษตรทฤษฎีใหม่” สำหรับสวนแบบพอเพียงในข้อสุดท้ายก็คือ การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนผลผลิตกับเพื่อนบ้านและญาติพี่น้อง ซึ่งจะทำให้เราได้บริโภคผลผลิตที่แตกต่างออกไปจากเดิม ไม่จำเจอยู่กับพืชผลที่มีอยู่ แถมยังเป็นการรักษาความสัมพันธ์ของเพื่อนบ้านให้แน่นแฟ้นได้ ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการสร้างรากฐานหมู่บ้านให้มั่นคงได้อีกด้วย   เชื่อหรือยังว่า “เกษตรทฤษฎีใหม่” ไม่ได้ยากอย่างที่เราคิด แม้จะเป็นหลักการที่ตรงกับเกษตรกรมากที่สุด แต่ไม่ว่าเราจะเป็นใครหรือฐานะไหนก็สามารถนำมาปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตความเป็นอยู่เพื่อความมั่นคงได้ค่ะ เพราะนอกจากจะเกิดประโยชน์กับตัวเราแล้วนี่ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของการตอบแทนในหลวงจากปวงชนชาวไทยได้อีกด้วย ที่มา http://www.naarn.com/1039/  
    75 โพสต์โดย Admin สุริยา
  • 07 Aug 2016
    เมล็ดพันธุ์ผักที่มีจำหน่ายกันอยู่ในท้องตลาดแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. เมล็ดแบบไม่เคลือบ           เมล็ดประเภทนี้จะผ่านการลดความชื้นมาแล้ว สามารถเก็บรักษาในตู้เย็นได้นาน ประมาณ 1 - 2 ปี และมีราคาถูกกว่าเมล็ดแบบเคลือบค่อนข้างมาก การเพาะเมล็ดแบบไม่เคลือบนี้แนะนำให้กระตุ้นการงอกโดยใช้กล่องถนอมอาหารที่มีฝาปิดสนิท รองด้านในด้วยกระดาษชำระประมาณ 2 ชั้นแล้วพรมน้ำให้กระดาษเปียก และเทน้ำออก จากนั้นให้นำเมล็ดสลัดมาโรยลงบนกระดาษชำระ โดยไม่ต้องพรมน้ำซ้ำ แล้วปิดฝากล่องให้สนิท (แนะนำให้นำไปวางไว้ในที่มีอุณหภูมิต่ำ เช่น ห้องปรับอากาศ) ประมาณ 24 - 48 ชั่วโมงเมล็ดจะเริ่มงอกให้ย้ายลงวัสดุปลูกได้เลยครับ อย่าปล่อยให้เกิน 72 ชั่วโมง (3 วัน) เพราะรากผักสลัดจะยาวเร็วมากและทำให้ย้ายปลูกได้ยาก การกระตุ้นการงอกด้วยวิธีนี้จะทำให้เมล็ดที่เราเพาะมีเปอร์เซ็นต์การงอกและความสม่ำเสมอของการงอกสูงขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคที่จะเข้าทำลายเมล็ดจากการเพาะเมล็ดลงวัสดุปลูกโดยตรง ให้ผักที่ปลูกมีความสม่ำเสมอของต้นที่เท่ากัน มากกว่าการเพาะลงในวัสดุปลูกโดยตรง  เนื่องจากการเพาะลงวัสดุปลูกโดยตรงนั้นเมล็ดสลัดมีความเสี่ยงที่จะถูกทำลายโดยเชื้อโรคหรือแมลง อีกทั้งผู้ปลูกยังควบคุมปัจจัยการงอกของเมล็ดได้ยากกว่าด้วย 2. เมล็ดแบบเคลือบ            เมล็ดชนิดนี้จะถูกคัดเลือกมาจากเมล็ดที่สมบูรณ์ แล้วนำมาเคลือบด้วยแป้งหรือดินเหนียว (Pelleted seed) เพื่อเป็นการรักษาสภาพของเมล็ดเอาไว้ ข้อดีของการใช้เมล็ดแบบเคลือบก็คือ สะดวกในการเพาะเมล็ดเนื่องจากขนาดที่ใหญ่ขึ้น วัสดุที่หุ้มเมล็ดยังช่วยนำพาความชื้นสู่เมล็ดได้อย่างทั่วถึงทั้งเมล็ด ทำให้ผู้ปลูกสามารถเพาะลงวัสดุปลูกได้โดยตรง ช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยการงอกที่ไม่สม่ำเสมอของการเพาะเมล็ดลงได้  ส่วนข้อเสียของเมล็ดแบบเคลือบนี้คือ มีราคาแพง  และมักพบปัญหาเมล็ดเสื่อมสภาพเร็วหากเก็บรักษาไม่ถูกวิธี (ต้องเก็บไว้ในตู้เย็นตลอดเวลา 4 - 7 องศาเซลเซียส) การเพาะเมล็ดแบบเคลือบหากฝังเมล็ดในวัสดุปลูกลึกเกินไปก็ทำให้เมล็ดเน่า หรือถ้าหากตื้นเกินไปก็ทำให้เมล็ดได้ความชื้นไม่เพียงพอก็ทำให้ไม่งอกเช่นกัน สำหรับเมล็ดแบบเคลือบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์ลูกผสม หรือ Hybrid F1 ที่มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีผลผลิตที่มีคุณภาพและผลผลิตสูงกว่าเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมเพื่อให้ได้ตรงกับความต้องการของตลาด  ด้วยต้นทุนการผลิตเมล็ดเคลือบที่สูงทำให้เมล็ดแบบเคลือบนี้มีชนิดและสายพันธุ์ของผักสลัดให้เลือกค่อนข้างน้อย           สรุป การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์แต่ละชนิด จึงควรเลือกให้เหมาะกับเรามากที่สุด กล่าวคือหากเราปลูกเพื่อรับประทานเอง ซึ่งใช้เมล็ดในการปลูกไม่มาก หรือทำเป็นสลัดมิกส์ รวมถึงใช้จำหน่ายในร้านอาหาร ก็ให้เลือกใช้เมล็ดแบบไม่เคลือบก็พอเนื่องจากเก็บได้นาน, ราคาถูก มีหลากหลายสายพันธุ์ให้เลือก   แต่หากต้องการปลูกเพื่อเป็นการค้าและต้องปลูกเป็นจำนวนมากเพื่อลดขั้นตอนการเพาะเมล็ดก็สามารถเลือกใช้เมล็ดแบบเคลือบแทน แต่ทั้งนี้ผักที่ปลูกจะมีคุณภาพทั้งทางด้านรูปลักษณ์, สีสรร รวมถึงน้ำหนัก จะดีหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ และปัจจัยอื่นๆ ในการปลูกประกอบด้วยเป็นสำคัญ          เมล็ดพันธุ์ผักทุกชนิดที่เรานำมาเพาะต้องอาศัยปัจจัยในการทำให้เมล็ดงอกเป็นต้นอ่อน คือ น้ำ, อุณหภูมิ, ออกซิเจน  และสำหรับพืชบางชนิดอาจต้องใช้แสงช่วยในการกระตุ้นการงอกด้วย ตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่นได้มีการใช้แสงสีแดงช่วยกระตุ้นการงอกของเมล็ด และใช้แสงสีน้ำเงินช่วยในการเจริญเติบโตของต้นพืชด้วย            โดยทั่วไปอุณหภูมิที่เหมาะสมและดีที่สุดในการเพาะเมล็ดสลัด จะอยู่ในช่วง 18  - 20 องศาเซลเซียส ปัญหาที่สำคัญในการเพาะเมล็ด คืออากาศของเมืองไทยค่อนข้างร้อน ซึ่งมีผลทำให้การงอกของเมล็ดเป็นไปได้ช้า และมีเปอร์เซ็นต์งอกต่ำ เนื่องจากขณะที่เมล็ดได้รับความชื้นจากน้ำ เมล็ดจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในตัวเมล็ด ในกระบวนการงอกนั้นเมล็ดต้องการอ๊อกซิเจนช่วยในกระบวนการนี้ หากอุณหภูมิสูงจะทำให้อ๊อกซิเจนต่ำ บวกกับถ้าวัสดุปลูกแฉะมากเกินไป ทำให้เมล็ดมีโอกาสเสี่ยงกับการขาดอ๊อกซิเจน และเชื้อราเข้าทำลายได้ง่าย  ดังนั้นการเพาะเมล็ดสลัดอย่าให้วัสดุที่ปลูกเปียกชื้นมากเกินไป  วิธีที่จะช่วยให้เพาะเมล็ดให้มีอัตราการงอกสูงขึ้นได้นั้น แนะนำให้เพาะเมล็ดในช่วงเย็นหรือช่วงกลางคืน เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวสภาพอากาศมีอุณหภูมิต่ำซึ่งเป็นผลดีต่อการงอกของเมล็ดสลัด           ส่วนเมล็ดผักไทย - จีน หลายชนิดจะมีเทคนิคการเพาะที่แตกต่างกันออกไป เช่น ผักบุ้ง, ผักชี ฯลฯ  ซึ่งเป็นผักที่มีเปลือกหุ้มเมล็ดค่อนข้างแข็ง ดังนั้นก่อนเพาะเมล็ดควรนำเมล็ดไปแช่ในน้ำอุ่นก่อนประมาณ 1 คืน อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเพาะเมล็ดผักไทย จะอยู่ในช่วง 25  - 30 องศาเซลเซียส           เมล็ดพืชจำพวกแตง ได้แก่ แตงกวา, ฟักทอง, แตงโม, เมล่อน, แคนตาลูป เป็นพืชที่ชอบอากาศอบอุ่น - ร้อน การเพาะเมล็ดในช่วงที่อากาศเย็นจะทำให้การงอกช้าออกไป โดยปกติพืชตระกูลแตงจะใช้ระยะเวลาในการงอกประมาณ 2 - 7 วัน  ก่อนนำไปเพาะควรแช่ในน้ำอุ่นก่อน 3 - 4 ชั่วโมง หรือประมาณ 1 คืน แล้วนำไปห่อด้วยผ้าหรือกระดาษชุบน้ำบิดหมาดๆ  ห่อเมล็ดไว้ แล้วนำผ้าที่ห่อเมล็ดนั้นไปใส่ถุงพลาสติกหรือกล่องถนอมอาหารอีกชั้นเพื่อบ่มเมล็ดให้อุ่นขึ้น ประมาณ 2 - 7 วันเมล็ดจะเริ่มงอก ก็นำไปเพาะใส่วัสดุปลูกได้เลยครับ สำหรับอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเพาะเมล็ดพืชจำพวกแตง จะอยู่ในช่วง 30  - 35 องศาเซลเซียส ตารางความสัมพันธ์ของอุณหภูมิที่มีผลต่อการงอกของเมล็ด ตัวเลขนอกวงเล็บคือ % ในการงอกของเมล็ด, ตัวเลขในวงเล็บคือ จำนวนวันที่ใช้ในการงอก สรุป จากตางรางด้านบนจะเห็นได้ว่าอุณหภูมิมีผลเป็นอย่างมากต่อระยะเวลาและเปอร์เซ็นต์ในการงอกของเมล็ดพืชแต่ละชนิด ตัวเลขสีแดงคือค่าเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดพืชที่ดีที่สุดในอุณหภูมินั้นๆ เช่น- สลัด  อุณหภูมิที่เหมาะที่สุดคือ 20 - 25 องศาเซลเซียส โดยจะมีเปอร์เซ็นสูงสุดและใช้เวลาน้อยที่สุด- ปวยเล้ง อุณหภูมิที่เหมาะที่สุดคือ 5 องศาเซลเซียส โดยจะมีเปอร์เซ็นสูงสุด แต่ใช้เวลาไม่สั้นที่สุด           การปลูกพืชผักทุกชนิด ผู้ปลูกควรมีการจดบันทึกวันที่เริ่มมีการเพาะเมล็ดไว้ทุกครั้ง เพื่อใช้กำหนดขั้นตอนการดูแลผักในแต่ละวันเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเป็นการวางแผนการปลูกในรอบต่อๆไป และช่วยให้เราทราบถึงอายุผักที่ปลูกได้อย่างถูกต้องอีกด้วย*สำหรับวิธีการเพาะเมล็ดที่แนะนำด้านล่างนี้เป็นเพียงวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยง จากการที่ต้องเพาะเมล็ดซ่อมในกรณีที่เราเพาะลงในฟองน้ำหรือวัสดุปลูกโดยตรง แล้วเมล็ดงอกไม่สม่ำเสมอกันหรือเมล็ดไม่งอก ทำให้เราต้องเสียเวลาในการเพาะซ่อมเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์หรือไม่งอกทำให้ผักในแปลงปลูกอายุไม่เท่ากัน  สำหรับผู้ที่ต้องการเพาะเมล็ดลงวัสดุปลูกโดยตรงสามารถทำได้ครับ แต่แนะนำให้เพาะเผื่อไว้กันพลาด อย่างเช่นการเพาะสลัดปกติกเราจะใส่ 1 เมล็ดต่องฟองน้ำ 1 ก้อน ก็ให้เราใส่ไปประมาณ 2 - 3 เมล็ด เมื่อต้นเกล้าอายุได้ประมาณ 7 วัน ก็ให้เลือกต้นที่สมบูรณ์ที่สุดไว้ 1 ต้น ที่เหลือก็ถอนออกครับ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะเมล็ด 1. ถาดพลาสติกสูงประมาณ 1 นิ้ว (สำหรับอนุบาลต้นกล้า)2. ถาดพลาสติกเล็ก หรือกล่องถนอมอาหารก็ได้ (สำหรับเพาะเมล็ด)3. กระดาษชำระ4. เมล็ดผักที่จะทำการเพาะ5. ฟ๊อกกี้ (ที่สเปรย์น้ำ)6. กระดาษแข็งหรือแผ่นพลาสติกทึบแสง7. ฟองน้ำสำหรับปลูกพืช8. ไม้จิ้มฟันปลายแหลม  วิธีการเพาะเมล็ดผักสลัด (แบบไม่เคลือบ)* สำหรับเมล็ดสลัดแบบเคลือบสามารถข้ามขั้นตอนการกระตุ้นการงอกโดยนำเมล็ดฝังลงวัสดุปลูกได้เลยครับ โดยฝังเมล็ดในวัสดุปลูกลึกประมาณ 2 - 4 มิลลิเมตร รดน้ำให้พอชุ่มและคลุมถาดเพาะไว้เพื่อรักษาความชื้นให้วัสดุปลูก นำถาดเพาะมาวางไว้ที่มีอุณหภูมิไม่สูงเกินไปให้อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 15 - 25 องศา C จะทำให้เมล็ดงอกได้สม่ำเสมอกัน1. นำกระดาษชำระวางลงบนถาดขนาดเล็กหรือจาน โดยวางกระดาษชำระซ้อนกันประมาณ 2 - 3 ชั้น 2. นำเมล็ดที่ต้องการปลูกโรยลงบนกระดาษชำระ  3. ฉีดฟ๊อคกี้ให้ทั่วถาดเพาะเมล็ดให้กระดาษพอเปียก แต่อย่าให้แฉะหรือมีน้ำขังในถาด ถ้ามีน้ำขังให้เทน้ำออกให้หมด (น้ำที่ใช้เป็นน้ำดื่มสะอาด ห้ามใช้น้ำประปาที่มีคลอรีนโดยเด็ดขาด เนื่องจากคลอรีนในน้ำประปาจะทำให้เมล็ดเน่า และไม่งอกได้)   4. นำกระดาษแข็งหรือแผ่นพลาสติกทึบแสงนำมาปิดถาดเอาไว้เพื่อรักษาความชื้นให้กับเมล็ด อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการงอกของผักสลัดอยู่ที่ 18 - 25 องศา C และใช้กระบวนการงอกจากเมล็ดใช้เวลาประมาณ 24 - 48 ชั่วโมง จึงควรนำถาดเพาะมาวางไว้ในบริเวณที่มีอากาศค่อนข้างเย็น (ถ้าเป็นห้องปรับอากาศได้จะยิ่งดีมากครับเพราะจะทำให้สลัดงอกได้เร็วขึ้น)   5. เมื่อผ่านไปประมาณ 2 วัน หลังจากเพาะเมล็ด ให้สังเกตุดูที่เมล็ด จะเริ่มมีรากสีขาวของต้นกล้างอกออกมาประมาณ 2 มิลลิเมตร ก็สามารถย้ายลงปลูกในก้อนฟองน้ำได้เลย อย่าปล่อยให้เกิน 2 วัน เพราะช่วงนี้รากของสลัดจะยาวเร็วมาก ถ้าย้ายช้ากว่านั้นรากจะติดกับกระดาษชำระทำให้ดึงออกได้ยาก แต่ถ้ารากยาวมากให้เราแก้ไขโดยใช้ฟ็อคกี้ค่อยเสปรย์น้ำลงไปให้กระดาษฉุ่มน้ำพอกระดาษอ่อนนิ่มแล้วจะทำให้เราใช้คีมเล็กๆค่อยๆ ดึงเมล็ดออกมาได้ง่ายโดยที่รากจะไม่ขาด 6. ให้นำฟองน้ำที่จะใช้ในการปลูกเรียงในถาดเพาะ แล้วเทน้ำสะอาดให้เต็มถาดอนุบาล (น้ำที่ใช้เป็นน้ำดื่มสะอาด ห้ามใช้น้ำประปาที่มีคลอรีนโดยเด็ดขาด เนื่องจากคลอรีนในประปาจะทำให้รากเน่าได้) จากนั้นใช้มือกดก้อนฟองน้ำเพื่อไล่อากาศจากก้อนฟอง และให้น้ำดูดซับน้ำเข้าไปแทน  แล้วเทน้ำลงไปในถาดเพิ่ม ใช้มือกดก้อนฟองน้ำอีกครั้งเพื่อให้ก้อนฟองน้ำอิ่มน้ำ แล้วเทน้ำในถาดอนุบาลให้สูงเกือบท่วมก้อนฟองน้ำ โดยห่างจากด้านบนฟองน้ำประมาณ 2 - 3 มิลลิเมตร     7. นำเมล็ดที่เพาะได้ประมาณ 1 - 2 วัน ที่มีรากสีขาวงอกออกมา (เลือกเมล็ดที่งอกใกล้เคียงกัน) นำไม้จิ้มฟัน หรือคีมเล็กๆ ค่อยๆ คีบเมล็ดที่มีรากงอก นำรากไปสอดในช่องตรงกลางของฟองน้ำ (ต้องระมัดระวังอย่าให้รากหักหรือพับงอ)  โดยสอดเมล็ดลงไปให้ส่วนท้ายของเมล็ดโผล่จากก้อนฟองน้ำเล็กน้อย ช่วงนี้แนะนำให้ถาดเพาะโดนแสงสว่างธรรมชาติช่วงเช้าหรือเย็น บ้างอย่างน้อย 2 - 4 ชั่วโมงต่อวัน   - ผักสลัดให้ใส่ 1 เมล็ดต่อฟองน้ำ 1 ก้อน - ผักไทย,ผักจีนให้ใส่ 2 - 3 เมล็ดต่อฟองน้ำ 1 ก้อน       8. เมื่อครบ  4 - 5 วัน หลังจากเพาะเมล็ด ต้นกล้าจะงอกใบเลี้ยงคู่ออกมาให้คอยรักษาระดับน้ำในถาดให้สูงประมาณ 1/2 ของฟองน้ำอย่าให้น้ำในถาดแห้ง ให้ใช้น้ำเปล่าเติมลงในถาด (น้ำที่ใช้เป็นน้ำดื่มสะอาด ห้ามใช้น้ำประปาที่มีคลอรีนโดยเด็ดขาด เนื่องจากคลอรีนในประปาจะทำให้เกิดโรครากเน่า และโคนเน่าได้)   ให้นำถาดอนุบาลต้นกล้า ไปวางรับแสงแดดในตอนเช้าหรือช่วงเย็น ประมาณ 3 - 4 ชั่วโมงต่อวัน (ความถี่แสงสีแดงช่วยเร่งอัตราการเจริญเติบโตของต้นกล้าได้ดี โดยเฉพาะแสงแดดในช่วงเช้าประมาณ 6.00 - 9.00 โมง และช่วงเย็น 16.00 - 18.00 เป็นช่วงที่มีแสงสีแดงมากที่สุด)     9. เมื่อครบ 7 วัน หลังจากเพาะเมล็ด ต้นกล้าเริ่มมีใบจริง งอกออกมาให้เทน้ำเก่าในถาดอนุบาลออกให้หมด แล้วนำน้ำผสมธาตุอาหาร A, B แบบเจือจาง เติมลงไปในถาดแทนน้ำเดิม และลดระดับน้ำให้เหลือ 1/3 ของก้อนฟองน้ำ และเพิ่มระยะเวลาในการรับแสงแดดของต้นกล้า 5 - 6 ชั่วโมง/วัน การเพิ่มปริมาณแสงแดดให้ต้นเกล้าจะทำให้ต้นเกล้าแข็งแรงและเคยชินกับแสงแดดทำให้เวลาย้ายลงปลูกผักจะไม่มีอาการเฉี่ยวเฉาได้ง่ายเมื่อถูกแสงแดดแรงๆ          - ผักสลัด  ปุ๋ย A, B อย่างละ 1 - 2 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร          - ผักไทย   ปุ๋ย A, B อย่างละ 2 - 3 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร 10. เมื่อครบ 14 วัน (2 สัปดาห์) ต้นกล้าก็พร้อมที่ย้ายลงแปลงปลูกได้แล้ว มีข้อปฎิบัติดังนี้(ระยะเวลาการอนุบาลในแต่ละฤดูอาจจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสภาพอากาศเป็นปัจจัย บางฤดูอาจใช้เวลาอนุบาลเพียง 10 วันก็สามารถย้ายลงปลูกได้เลย โดยเราจะสังเกตุได้จากต้นเกล้าเป็นหลักถ้าต้นเกล้ามีใบจริงอย่างน้อย 2 ใบก็สามารถย้ายปลูกได้เลยครับ)  สำหรับฟาร์มใหญ่ๆ มักจะมีแปลงอนุบาลในแต่ละช่วงอายุผัก ก็สามารถย้ายลงอนุบาลได้ตั้งแต่เกล้าอายุได้ประมาณ 5 - 7 วัน จะทำให้รอบการปลูกแต่ละรอบสั้นลง  โดยก่อนย้ายเกล้าผักลงแปลงให้ปฎิบัติดังนี้          - ให้สเปรย์น้ำให้ทั่วก้อนฟองน้ำก่อนย้ายลงแปลงปลูก  และควรเลือกย้ายในช่วงเย็น  เนื่องจากช่วงเย็นจนถึงค่ำ พืชจะปรับตัวได้ดีกว่าช่วงกลางวัน และลดความเสี่ยงที่ต้นเกล้าจะเฉาตายจากแดดได้          - ให้เลือกต้นกล้าที่สมบูรณ์และมีขนาดต้นใกล้เคียงกันลงแปลงปลูก     11. นำต้นกล้าใส่กระถางปลูก (สอดต้นกล้าจากด้านล่างกระถางเพื่อป้องกันการพับหักงอของรากพืชจากการใส่ฟองน้ำจากด้านบนกระถาง) โดยให้ก้นของฟองน้ำโผล่ออกมาจากก้นกระถาง       12. นำต้นกล้าที่สวมกระถางปลูกแล้วไปใส่ในช่องปลูกของรางปลูก โดยสังเกตุว่าก้นของฟองน้ำสัมผัสกับน้ำในรางปลูกหรือไม่ หากยังไม่สัมผัสก็ให้ขยับฟองน้ำลงมาเพื่อให้ก้นของฟองน้ำแตะกับน้ำในรางปลูก (ให้น้ำในรางปลูกสัมผัสกับฟองน้ำประมาณ 2 - 3 มิลลิเมตร)       เทคนิคการเพาะเมล็ดของผักแต่ละชนิด 1. ผักบุ้ง        นำเมล็ดใส่ถุงพลาสติกแจาะรู แช่น้ำอุ่น ประมาณ 6 - 12 ชั่วโมง ในระหว่างแช่ให้หาวัตถุกดทับถุงใส่เมล็ดให้จมอยู่ในน้ำเสมอ ผักบุ้งจะใช้เวลางอกประมาณ 5 - 14 วัน  อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการงอกคือ 18 - 25 องศาเซลเซียส อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 25 - 30 วัน     2. คื่นช่าย     นำเมล็ดแช่น้ำเย็นประมาณ 4 - 5 ชั่วโมง แล้วห่อด้วยผ้า หรือเพาะบนกระดาษทิชชูแบบเดียวกับการเพาะเมล็ดสลัด หรือจะนำไปเพาะบนกระบะทรายก็ได้เช่นกัน คื่นฉ่ายจะใช้เวลางอกประมาณ 7 - 14 วัน อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการงอกคือ 15 - 20 องศาเซลเซียส อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 70 - 80 วัน     3. ผักชี         นำเมล็ดมาห่อด้วยกระดาษหรือผ้าแล้วใช้ท่อพีวีซี กลิ้งคลึงเมล็ดให้แตกเป็น 2 ซีก แล้วนำไปแช่น้ำอุ่นประมาณ 6 - 12 ชั่วโมง  แล้วนำไปเพาะตามปกติจะทำให้ผักชีงอกได้เร็วขึ้น ปกติผักชีจะใช้เวลางอกประมาณ 7 - 14 วัน หรือจะนำไปเพาะบนกระบะทรายก็ได้           - ผักชีไทย                           อายุเก็บเกี่ยวประมาณ   40 - 50 วัน           - ผักชีลาว                            อายุเก็บเกี่ยวประมาณ   55 - 60 วัน      4. ผักชีฝรั่ง    นำเมล็ดแช่น้ำอุ่นประมาณ 6 - 12 ชั่วโมง แล้วนำไปเพาะตามปกติ   ผักชีฝรั่ง จะใช้เวลางอกประมาณ 7 - 14 วัน อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 100 - 120 วัน     5. พืชตระกูลแตง  ได้แก่  แตงกวา, แตงโม, แคนตาลูป, เมล่อน, แตงไทย, ฟักทอง, น้ำเต้า  ฯลฯ  นำเมล็ดใส่ถุงพลาสติกแจาะรู แช่น้ำอุ่น 40 - 50 องศาเซลเซียส ประมาณ 6 - 12 ชั่วโมง ในระหว่างแช่ให้หาวัตถุกดทับถุงใส่เมล็ดให้จมอยู่ในน้ำเสมอ  จากนั้นให้นำเมล็ดมาห่อด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำบิดให้หมาด ห่อเมล็ดเอาไว้จากนั้นให้นำห่อผ้าดังกล่าวไปใส่ในกล่องถนอมอาหาร หรือกระติกน้ำ ปิดฝาให้สนิท นำไปตากแดดในช่วงเช้าประมาณ 1 - 3 วันจะทำให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น    พืชตระกูลแตง จะใช้เวลางอกประมาณ 2 - 10  วันเมื่อเมล็ดเริ่มงอกก็นำไปเพาะลงวัสดุปลูกต่อไป - แตงโมเปลือกลาย, แตงโมเปลือกดำ  อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 35 - 40 วันหลังจากดอกบาน - แตงไทย  อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 50 - 55 วันหลังจากหยอดเมล็ด - แตงกวา   อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 6 - 7 วันหลังดอกบาน - เมล่อน, แคนตาลูป อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 40 - 60 วันหลังผสมเกสร (แล้วแต่ชนิดของสายพันธุ์) - ฟักทองญี่ปุ่น 45 - 50 วัน หลังดอกบาน     6. พืชกลุ่มพริก, มะเขือม่วง นำเมล็ดใส่ถุงพลาสติกแจาะรู แช่น้ำอุ่น 40 - 50 องศาเซลเซียส ประมาณ 6 - 12 ชั่วโมง ในระหว่างแช่ให้หาวัตถุกดทับถุงใส่เมล็ดให้จมอยู่ในน้ำเสมอ  จากนั้นให้นำเมล็ดมาเพาะในกล่องพลาสติกถนอมอาหาร ที่รองด้วยกระดาษชำระพรมน้ำให้กระดาษพอมีความชื้น แต่อย่าให้เปียกหรือ มีน้ำขัง นำเมล็ดที่ผ่านการแช่น้ำมาแล้ววางลงบนกระดาษชำระโดย ไม่ต้องทับกระดาษลงอีกชั้น จากนั้นปิดฝาให้สนิท นำไปตากแดด จะทำให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น เมล็ดพริก, มะเขือ จะใช้เวลาในการงอกประมาณ 5 - 10 วัน เมื่อเมล็ดเริ่มงอกก็นำไปเพาะลงวัสดุปลูกต่อไป - พริก              อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 50 - 60 วันหลังจากหยอดเมล็ด - พริกหวาน     อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 80 - 100 วันหลังจากหยอดเมล็ด - มะเขือเปราะ อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 50 - 60 วันหลังจากหยอดเมล็ด - มะเขือม่วง    อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 50 - 60 วันหลังจากหยอดเมล็ด     7. มะเขือเทศ เตรียมน้ำสะอาดที่ไม่มีคลอรีน ใส่แก้วน้ำดื่มประมาณ 2/3 แก้ว ใส่เมล็ดมะเขือเทศแช่ลงไปในน้ำสะอาดนั้น ให้แช่ทิ้งไว้อย่างนั้น โดยเราเปลี่ยนน้ำประมาณ 50% ทุกวัน วิธีการนี้จะทำให้เมล็ดมะเขือเทศงอกเร็วกว่าการเพาะแบบปกติ  จะใช้เวลาในการงอกประมาณ 5 - 10 วัน คอยสังเกตุที่เมล็ดเมื่อเริ่มงอกก็นำไปเพาะลงวัสดุปลูกต่อไปได้เลย     7. ปวยเล้ง   เป็นพืชที่หลายคนคิดว่าเพาะได้ยาก แต่จริงๆแล้วการเพาะปวยเล้งไม่ยากอย่างที่คิดแต่อาจจะใช้เวลา และเทคนิคยุ่งยากกว่าเมล็ดพืชชนิดอื่น โดยมีขั้นตอนดังนี้   - นำเมล็ดใส่ถุงพลาสติกแจาะรู แช่น้ำอุ่น 40 - 50 องศาเซลเซียส ประมาณ 6 - 12 ชั่วโมง ในระหว่างแช่ให้หาวัตถุกดทับถุงใส่เมล็ดให้จมอยู่ในน้ำเสมอ  จากนั้นให้นำเมล็ดมาเพาะในกล่องพลาสติกถนอมอาหาร ที่รองด้วยกระดาษชำระพรมน้ำให้กระดาษพอมีความชื้น แต่อย่าให้เปียกหรือ มีน้ำขัง นำเมล็ดที่ผ่านการแช่น้ำมาแล้ว ผึ่งให้เมล็ดแห้งพอหมาดๆ วางลงบนกระดาษชำระโดย ไม่ต้องทับกระดาษลงอีกชั้น จากนั้นปิดฝาให้สนิท    - นำกล่องถนอมอาหารนี้ไปใส่ในตู้เย็น (ช่องแช่ผักธรรมดา) อุณหภูมิของตู้เย็นปกติจะอยู่ที่ประมาณ 4 - 7 องศา C  ซึ่งเป็นอุณหภูมิทีเหมาะต่อการงอกของเมล็ดปวยเล้งอยู่แล้ว   - ประมาณ 7 - 14 วัน เมล็ดปวยเล้งจะเริ่มแตกออก และมีปลายรากโผล่ออกมาจากเมล็ด จึงสามารถนำเมล็ดที่มีรากงอกออกมานั้นไปเพาะลงวัสดุปลูกได้ครับ   อายุเก็บเกี่ยวปวยเล้งประมาณ 40 - 45 วัน (นับจากวันปลูก)     8. บรีทรูท, สวิชชาร์ด   เป็นพืชที่มีเปลือกหุ้มเมล็ดค่อนข้างแข็งเช่นจึ้งต้องทำการแช่น้ำอุ่นก่อนเพื่อเป็นการกระตุ้นการงอกโดยมีขั้นตอนดังนี้   - นำเมล็ดใส่ถุงพลาสติกแจาะรู แช่น้ำอุ่น 40 - 50 องศาเซลเซียส ประมาณ 6 - 12 ชั่วโมง ในระหว่างแช่ให้หาวัตถุกดทับถุงใส่เมล็ดให้จมอยู่ในน้ำเสมอ  จากนั้นให้นำเมล็ดมาเพาะในกล่องพลาสติกถนอมอาหาร ที่รองด้วยกระดาษชำระพรมน้ำให้กระดาษพอมีความชื้น แต่อย่าให้เปียกหรือ มีน้ำขัง นำเมล็ดที่ผ่านการแช่น้ำมาแล้ว ผึ่งให้เมล็ดแห้งพอหมาดๆ วางลงบนกระดาษชำระโดย ไม่ต้องทับกระดาษลงอีกชั้น จากนั้นปิดฝาให้สนิท    - นำกล่องถนอมอาหารนี้ไปตากแดด ประมาณ 7 - 14 วัน เมล็ดจะมีปลายรากโผล่ออกมา จึงสามารถนำเมล็ดไปเพาะลงวัสดุปลูกต่อไปได้ครับ (อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับบรีทรูทและสวีทชาร์ด ค่อนข้างต้องใช้อุณหภูมิสูง โดยใช้อุณหภูมิของวัสดุปลูกอยู่ที่ประมาณ 30 องศา C) ดังนั้นการเพาะในวัสดุที่เป็นฟองน้ำหรือดินที่เปียกซึ่งมีอุณหภูมิค่อนข้างต่ำ  ทำให้เมล็ดงอกช้า หรือไม่งอกได้ครับ   อายุเก็บเกี่ยว สวีทชาร์ด ประมาณ 50 - 55 วัน (นับจากวันปลูก) อายุเก็บเกี่ยวบรีทรูท       ประมาณ 50 - 60 วัน (นับจากวันปลูก)   การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช           เมล็ดพันธุ์พืชทุกชนิดปกติแล้วเมื่อเปิดบรรจุภัณฑ์ แล้วแนะนำให้ใช้ให้หมดเนื่องจากเมล็ดจะเริ่มสูญเสียความชื้น ทำให้อัตราการงอกลดลง หากใช้ไม่หมดการเก็บเมล็ดพันธุ์พืช แนะนำให้เก็บในภาชนะที่ปิดสนิท เช่น กระปุกยา, กล่องถนอมอาหารที่มีฝาปิดสนิท เก็บในตู้เย็น (ช่องแช่ผัก) อุณหภูมิ 4 - 10 องศาเซลเซียส  โดยเมล็ดพันธุ์พืชที่เก็บในภาชนะปิดสนิทและเก็บในอุณหภูมิต่ำ สามารถเก็บได้นานประมาณ 2 - 3 ปี   ขอบคุณบทความจาก: zen-hydroponics  
    146 โพสต์โดย Admin พันปักษา
  • 16 Jul 2016
    ดู MV เพลง อย่าเพิ่งท้อ - ไม้เมือง【OFFICIAL MV】 พระเอก MV ถูกไล่ออกจากงานแล้ว ลองทำโคมไฟ ไปขายตลาดนัด ผลตอบรับไม่ดีเท่าที่ควร เลยเอามาลงขายในเน็ตดู ซึ่งกลายเป็นว่าขายดี   ทำให้ตอกย้ำความคิดว่า น่าจะมาถูกทางแระ ไม่ใช่ว่าจะเอาของไปขายออนไลน์เหมือนเขานะ   แต่จะทำเว็บให้คนอื่นเข้ามาโพสต์ขายของออนไลน์ เหมือนคนอื่นทำนี่แหละ จริงๆก็ทำมาซักพักแล้วล่ะน่าจะได้ประมาณ70-80%แล้วตอนนี้ ก่อนหน้านี้เคยทำแล้วปล่อยทิ้งไว้เกือบสิบปี กลับมาทำต่อเพราะว่าว่างๆอยู่ช่วงนี้   วันนี้ก็มานั่งไล่ๆดู เฟคบุ๊ค ก็มีเยอะนะเพจธุรกิจที่ทำเป็นร้านค้า มีสินค้าในแถบในหน้าเพจเลย และมีการสร้างกลุ่มต่างๆที่ ให้สมาชิกโพสต์ขายของเองได้และไม่ได้บ้าง แต่ปัญหาคือมันไม่มีระบบส่วนกลางที่รวบรวมทำเป็นสารบัญหน้าเพจสารบัญกลุ่ม คงเพราะเฟคบุ๊คต้องการให้คนทำการตลาดแบบ แชร์ต่อๆ กันไปเรื่อยๆหรือไม่ก็ต้องลงโฆษณากับเฟคบุ๊ค ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ปัญหาคือ โพสต์มันเยอะเกินไป มันทับถมกันแทบจะเหยียบกันตายในฟีดหน้าแรก พูดง่ายๆก็คือมันแน่นเกินไป ถ้าเป็นสังคมก็คือสังคมแออัด และโดยปกติแล้วสังคมอะไรที่มันแออัดมากเกินไป คนก็จะออกไปหาที่อื่นอยู่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะออกไปเลย เหมือนอย่างคนชอบเดินห้าง ถ้าห้างมันแออัดคนเดินเยอะ ก็เลี่ยงไปเดินตลาดนัดบ้าง ตลาดเปิดท้ายข้างนอกบ้างไรบ้าง แต่จะเลิกเดินห้างเลยก็คงเป็นไปได้ยาก เพราะบางคนเพื่อนฝูงส่วนใหญ่ก็อยู่ในนี้ ซึ่งสิ่งที่คิดและกำลังทำอยู่ ก็คือระบบตัวเลือกหนึ่ง หรือก็คือตลาดนัด ที่รอให้คนออกมาเจอนี่แหละ แม้ไม่ได้เป็นที่หนึ่งขอเป็นที่สองก็ได้ประมาณนั้น ซึ่งบางทีที่สองอันจะมากไป เป็นที่ สิบก็ได้ ประมาณนั้น   จะทำได้อย่างที่คิดเอาไว้หรือเปล่าอันนี้ก็ยังไม่แน่ใจ เพราะว่าไม่มีเซฟเวอร์เร็วๆแรงๆ คลิกที ก็ต้องรอเกือบนาทีกว่าจะโหลดข้อมูลแต่ละหน้าออกมาครบ แต่ก็ค่อยๆทำไปทีละนิดละหน่อย เก็บเล็กผสมน้อยไว้ เหมือนกล้าต้นไม้ไว้ในถุงดำ มันก็โตได้เท่าที่มันจะโตได้ เพราะมีสารอาหารมีพื้นที่รากงอกจำกัดในถุงเล็กๆ แต่ก็รอวันที่จะลงดิน เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ต่อไปอยู่เหมือนกัน หวังว่าสักวันจะมีโอกาสได้ปลูกเขาลงดินดีๆ
    78 โพสต์โดย Admin พันปักษา
  • 13 Jul 2016
    วิธีการเพาะเชื้อเห็ดฟางจากต้นกล้วยวัสดุอุปกรณ์1. ต้นกล้วยสดหั่นตากแห้ง 1 กก .2. ถุงพลาสติกชนิดใส ขนาด 6*9 นิ้ว 10 ใบ3. มีดคัทเตอร์ 1 ด้าม4. แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ 70% 1 ขวด5. แก้วเปล่า 1 ใบ6. เข็มเย็บกระดาษ 1 อัน7. ดอกเห็ดฟางสด ( ดอกตู ม ) 1 ดอก8. กระดาษที่สะอาด 1 แผ่ น9. สำลี10.น้ำสะอาดเล็กน้อย วิธีทำ1. นำต้นกล้วยสด และควรเป็นต้นกล้วยตัดใหม่ ๆ มาหั่นเป็นแว่น ๆ หนาประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร ถ้าเป็นต้นกล้วยที่มีเครือแล้วให้เก็บส่วนของก้านเครือทิ้งให้หมดแล้วใช้มีด สับต้นกล้วยที่หั่นแล้วให้ละเอียดเล็กน้อยประมาณ 1 –2 เซนติเมตรนำไปตากแดดโดยมีแผ่นพลาสติกหรือวัสดุรองพื้นที่สะอาดเกลี่ยให้บาง ๆ ประมาณ 4-5 วัน ควรกลับกองกล้วยทุกวันจนต้นกล้วยแห้งสนิทจึงนำไปทำเชื้อเห็ดฟาง 2. นำต้นกล้วยที่แห้งแล้ววางบนพื้นซีเมนต์หรือบนแผ่นพลาสติก พรมด้วยน้ำสะอาดผสมคลุกเคล้าจนทั่วแล้วทำการตรวจสอบให้มี ความชื้นหมาด ๆ โดยการใช้มือกำต้นกล้วยแล้วบีบให้แน่น เมื่อคลายมืออกต้นกล้วยจะเป็นต้นเล็กต้นน้อย หรือรู้สึกชื้นมือ ถ้าบีบแล้วน้ำหยดหรือซึมออกตามง่ามมือแสดงว่าความชื้นมากเกินไปต้องผึ่งลมทิ้งไว้ให้ความชื้นระเหยไปประมาณ 1-2 ชั่วโมงถ้าความชื้นมากเกินไปเส้นใยเห็ดฟางจะไม่เจริญ 3. บรรจุต้นกล้วยลงในถุงประมาณถุงละ 200 กรัม (ต้นกล้วยแห้ง 1 กิโลกรัม บรรจุได้ประมาณ 15- 20 ถุง ) 4. นำดอกเห็ดฟางสดมาทำความสะอาด โดยใช้มีดคัทเตอร์ตัดแต่ง บริเวณโคนดอกเห็ดฟางที่สกปรกหรือมีวัสดุเพาะติดโคนดอกมา ออกให้หมดควรทำอย่างระมัดระวัง อย่าให้ดอกเห็ดฟางกระทบกระเทือนหรือชอกช้ำมาก 5. เทแอลกอฮอล์ลงในแก้วประมาณ 1/2 แก้วแล้วนำดอกเห็ดฟางที่ตัดแต่งแล้วจุ่มลงไปจนมิดดอกเห็ดฟาง แล้วนำออกมาวางใน กระดาษที่่สะอาดปล่อยให้แอลกอฮอล์ระเหยออกจากดอกเห็ดฟาง จนแห้ง ( ห้ามนำดอกเห็ดฟางแช่ลงในแก้วแอลกอฮอล์แล้วแช่ ทิ้งไว้ ) 6. นำสำลีจุ่ม แอลกอฮอล์ แล้วนำไปเช็ดถูทำความสะอาดใบมีดคัทเตอร์ ใช้มีด ตัดส่วนของดอกเห็ดฟางส่วนใดก็ได้ อย่างระมัดระวัง ขนาดประมาณ 1 ตารางเซนติเมตร หนาประมาณ 1 มิลลิเมตร ใส่ลงไปในถุงที่บรรจุต้นกล้วยเตรียมไว้ ถุงละ 1 ชิ้นทุกถุงเห็ดฟาง 1 ดอก ใช้ได้ประมาณ 10 ถุง 7. จับปากถุงแล้วเขย่าให้เนื้อเยื่อดอกเห็ดฟางอยู่ในบริเวณกึ่่งกลางถุงพอดี แล้วแนบปากถุงพับลงมา 2–3 ครั้ง เย็บปากถุงด้วยเข็มเย็บกระดาษ 2-3 ครั้ง8. นำถุงเชื้อเห็ดฟางบรรจุลงในตะกร้าหรือลังไม้เรียงเป็นแถวทับซ้อนกันได้ไม่ เกิน 2 ชั้ น แล้วนำไปบ่มเชื้อในอุณหภูมิห้องปกติ (30 องศาเซลเซียส ) ประมาณ 10-15 วัน เส้นใยเห็ดฟางจะเจริญจนเต็มถุงจึงนำไปเพาะหรือนำไปต่อเชื้อเพื่อขยายให้มี ปริมาณมากขึ้นการทำเชื้อเห็ดฟางจากต้นกล้วยข้อดีของการใช้ต้นกล้วยทำเชื้อเห็ดฟาง1.เป็นวัสดุที่หาง่าย2.ต้นทุนต่ำ3.ทำง่าย4.ปลอดเชื้อจุลินทรีย์5.สามารถคัดเลือกสายพันธ์ได้เอง6.เส้นใยแข็งแรงสมบูรณ์และให้ผลผลิตที่ดี ศึกษาเพิ่มเติม การเพาะเห็ดฟางจากใบกล้วย :http://www1.nsdv.go.th/foodbank/08_mushroom_banhuoymk.html
    69 โพสต์โดย Admin พันปักษา

ผู้สนับสนุน

  • 03 Jul 2016
    นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า เพื่อให้ระบบการผลิตสอดคล้องกับความต้องการของตลาดข้าวเพื่อสุขภาพซึ่งมีมากยิ่งขึ้น กรมการข้าวจึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวตลาดเฉพาะขึ้น หน้าแรก ข่าวเดลินิวส์ เกษตรเปิดตัว 3 พันธุ์ข้าวสี เตรียมรับรองพันธุ์ปี 59 นี้นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า เพื่อให้ระบบการผลิตสอดคล้องกับความต้องการของตลาดข้าวเพื่อสุขภาพซึ่งมีมากยิ่งขึ้น กรมการข้าวจึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวตลาดเฉพาะขึ้นเสาร์ที่ 25 มิถุนายน 2559 เวลา 04.00 น.    นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า เพื่อให้ระบบการผลิตสอดคล้องกับความต้องการของตลาดข้าวเพื่อสุขภาพซึ่งมีมากยิ่งขึ้น กรมการข้าวจึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวตลาดเฉพาะขึ้น ภายใต้โครงการปรับโครงสร้างการผลิตข้าวปีงบ ประมาณ 2559      และเพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดข้าวตลาดเฉพาะ จึงได้จัดเวทีให้ผู้ผลิตพบกับผู้บริโภคโดยตรงภายในงาน วันข้าวและชาวนาแห่งชาติปี 59 ในระหว่างวันที่ 3–5 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา ณ กรมการข้าว กรุงเทพมหานคร     “กรมการข้าวได้นำผลงานการศึกษาวิจัยในการพัฒนาการผลิตข้าวเพื่อตลาดเฉพาะ ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และเหมาะสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ออกมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการ และเตรียมทยอยรับรองพันธุ์โดยกรมการข้าว ภายในปี 2559 นี้ จำนวน 3 พันธุ์ ด้วยกัน ประกอบด้วย พันธุ์ข้าวทับทิมชุมแพ พันธุ์ข้าวมะลินิลสุรินทร์ และพันธุ์ข้าวมะลิโกเมนสุรินทร์  โดยทั้งสามสายพันธุ์ได้รับการขึ้นทะเบียนพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา” อธิบดีกรมการข้าวกล่าว    ด้าน นายรณชัย ช่างศรี นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กรมการข้าว ผู้วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว สายพันธุ์ข้าวทับทิมชุมแพ ข้าวมะลินิลสุรินทร์ และ ข้าวมะลิโกเมนสุรินทร์ เปิดเผยว่า เนื่องจากในปัจจุบันมีโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อที่สำคัญทั้ง 4 กลุ่มโรค (NCDs)ได้แก่ หัวใจและหลอดเลือด ความดัน เบาหวาน และมะเร็ง ซึ่งต้นเหตุมาจากอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมีสังเคราะห์  จนนำไปสู่การคิดหาวิธีให้เกิดการกินเพื่อรักษาสุขภาพขึ้น และได้คิดค้นวิธีการปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวพื้นเมือง จำนวน 3 สายพันธุ์ ประกอบด้วย ข้าวทับทิมชุมแพ ข้าวมะลินิลสุรินทร์ และ ข้าวมะลิโกเมนสุรินทร์โดย มะลินิลสุรินทร์ และ มะลิโกเมนสุรินทร์ ได้รับการคัดให้เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ จนสามารถนำไปปลูกเพื่อการค้าและการบริโภคได้ เป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ ศูนย์วิจัยข้าวสกลนคร กองวิจัยและพัฒนา      ข้าวกรมการข้าว คณะเทคโนโลยี และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ โดย ชุดข้าวมะลิโกเมนสุรินทร์ และมะลินิลสุรินทร์ เป็นข้าวเจ้าหอมต่างสี เป็นพันธุ์พื้นเมืองไวต่อช่วงแสง 3 พันธุ์ คือ มะลิแดง เบอร์ 54 มะลิพื้นเมือง (ข้าวแดง) และมะลิดำ เบอร์ 53 จากแปลงแสดงพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ ใน           ปี พ.ศ. 2548 จนได้พันธุ์บริสุทธิ์ จำนวน 12 สายพันธุ์ แต่ที่ได้รับความนิยมมากคือมะลิโกเมนสุรินทร์ 1 และมะลินิลสุรินทร์ 7 ทั้งสองพันธุ์รู้จักในนามมะลิโกเมนสุรินทร์ และมะลินิลสุรินทร์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา      มะลิโกเมนสุรินทร์ และมะลิ   นิลสุรินทร์ เป็น  ข้าวเจ้านาปี ไวต่อช่วงแสง วันเก็บเกี่ยวปลายเดือนพฤศจิกายน มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง คุณภาพการหุงดี เป็นข้าวเมล็ดเรียวยาว เปอร์เซ็นต์อะมิโลสต่ำ ข้าวสุกเหนียวนุ่ม และมีกลิ่นหอม มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ที่มีผลทำให้ผิวหนังไม่เหี่ยวแห้งเร็วก่อนวัยอันควร ช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็งและยังออกฤทธิ์ในการขยายเส้นเลือด ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ เส้นเลือดอุดตันในสมองและโรคอัมพาต และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากการสกัดข้าวดิบและข้าวกล้อง มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่   อีกด้วย      ส่วนข้าวพันธุ์ทับทิมชุมแพ เป็นข้าวเจ้านาสวน ไม่ไวต่อช่วงแสง คุณภาพทางกายภาพของเมล็ดดี เยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง คุณภาพทางเคมีของเมล็ดดี ปริมาณอะมิโลสต่ำ เนื้อ  สัมผัสของข้าวสุกมีความเหนียว ข้าวกล้องหุงสุกมีสีแดงใสคล้ายสีของทับทิม มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูง โดยมีฟีโนลิก สูงกว่าสังข์หยดพัทลุง และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่าสังข์หยดพัทลุง     ที่สำคัญข้าวทั้ง 3 สายพันธุ์นี้เป็นพันธุ์ข้าวที่ตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีค่อนข้างต่ำ จึงเหมาะสำหรับใช้ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ที่มีการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ  เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ จึงเป็นทางเลือกสำหรับเกษตรกรที่ทำนาแบบอินทรีย์ เพื่อสนองต่อผู้บริโภคที่ห่วงใยในสุขภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศที่กำลังมีความต้องการเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน นับว่าคุ้มค่าสำหรับการเพาะปลูกเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนแก่เกษตรกร....   เครดิต : http://www.dailynews.co.th/agriculture/504752
    2 โพสต์โดย Admin พันปักษา
  • 01 Jul 2016
      การขยายพันธุ์พืช หมายถึง วิธีการที่ทำให้เกิดการเพิ่มปริมาณของต้นพืชให้มากขึ้น เพื่อดำรงสายพันธุ์ พืชชนิดต่าง ๆ ไว้ไม่ให้สูญพันธุ์ ซึ่งวิธีการที่นิยมปฏิบัติโดยทั่วไป ได้แก่    การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง การติดตา การเสียบยอด การตัดชำ การตอนกิ่ง    การตอนกิ่ง  คือ การทำให้กิ่งหรือต้นพืชเกิดรากขณะติดอยู่กับต้นแม่ จะทำให้ได้ต้นพืชใหม่ ที่มีลักษณะทางสายพันธุ์ เหมือนกับต้นแม่ทุกประการ โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้           1. เลือกกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนที่สมบูรณ์ปราศจากโรคและแมลง    2. ควั่นกิ่ง ลอกเอาเปลือกออก แล้วขูดเยื่อเจริญที่เป็นเมือกลื่น ๆ ออก   3. นำตุ้มตอน (ขุยมะพร้าวที่แช่น้ำ แล้วบีบหมาด ๆ อัดลงในถุงพลาสติก ผูกปากถุงให้แน่น) มาผ่าตามความยาวแล้วนำไปหุ้มบนรอยแผลของกิ่งตอน มัดด้วยเชือกทั้งบนและล่างรอยแผล    4. เมื่อกิ่งตอนมีรากงอกแทงผ่านวัสดุ และเริ่มแก่เป็นสีเหลือง สีน้ำตาล ปลายรากมีสีขาว และมีจำนวนมากพอจึงตัดกิ่งตอนได้    5. นำกิ่งตอนไปชำในภาชนะ กระถางหรือถุงพลาสติก เพื่อรอการปลูกต่อไป การทาบกิ่ง    การทาบกิ่ง   คือ การนำต้นพืช 2 ต้นเป็นต้นเดียวกัน โดยส่วนของต้นตอที่นำมาทาบกิ่ง จะทำหน้าที่เป็นระบบรากอาหารให้กับต้นพันธุ์ดี โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้         1. เลือกกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนที่สมบูรณ์เพศปราศจากโรคและแมลง    2. เฉือนกิ่งพันธุ์ดีให้เป็นรูปโล่ยาวประมาณ 1 - 2 นิ้ว    3. เฉือนต้นตอเป็นรูปปากฉลาม    4. ประกบแผลต้นตอเข้ากับกิ่งพันธุ์ดี พันพลาสติกให้แน่น แล้วมัดต้นตอ กับกิ่งพันธุ์ด้วยเชือกหรือลวด   5. ประมาณ 6 - 7 สัปดาห์ แผลจะติดกันดี รากตุ้มต้นตอจะงอกแทงผ่านวัสดุ และเริ่มมีสีน้ำตาล ปลายรากมีสีขาว และมีจำนวนมากพอ จึงจะตัดได้   6. นำลงถุงเพาะชำ พร้อมปักหลังค้ำยัน ต้นเพื่อป้องกันต้นล้ม   การติดตา    การติดตา    คือ การเชื่อมประสานส่วนของต้นพืชเข้าด้วยกัน เพื่อให้เจริญเป็นพืชต้น เดียวกัน โดยการนำแผ่นตาจากกิ่งพันธุ์ดี ไปติดบนต้นตอ การติดตาจะมีวิธีการทำ 2 วิธี คือ วิธีการติดตาแบบลอกเนื้อไม้ และแบบไม่ลอกเนื้อไม้ ซึ่งในทีนี้จะแนะนำเฉพาะขั้นตอน การติดตาแบบลอกเนื้อไม้ ดังนี้        1. เลือกต้นตอในส่วนที่เป็นสีเขียวปนน้ำตาล แล้วกรีดต้นตอจากบนลงล่าง 2 รอย ห่างกันประมาณ 1 ใน 3 ของเส้นรอบวงของต้นตอ ความยาวประมาณ 6 - 7 เซนติเมตร  2. ตัดขวางรอยกรีดด้านบน แล้วลอกเปลือกออกจากด้านบนลงด้านล่าง ตัดเปลือก ที่ลอกออกให้เหลือด้านล่างยาวประมาณ 1 เซนติเมตร    3. เฉือนแผ่นตายาวประมาณ 7 - 10 เซนติเมตร ลอกเนื้อไม้ออกแล้วตัดแผ่นตา ด้านล่างทิ้ง    4. สอดแผ่นตาลงไปในเปลือกต้นตอ โดยให้ตาตั้งขึ้น แล้วพันด้วยพลาสติกให้แน่น    5. ประมาณ 7 - 10 วัน จึงเปิดพลาสติกออก แล้วพันใหม่ โดยเว้นช่องให้ตาโผล่ ออกมา ทิ้งไว้ประัมาณ 2 - 3 สัปดาห์ จึงตัดยอดต้นเดิมแล้วกรีดพลาสติกออก การเสียบยอด    การเสียบยอด  คือ การเชื่อมประสานเนื้อเยื่อของต้นพืช 2 ต้นเข้าด้วยกัน เพื่อให้เจริญเติบโต เป็นต้นเดียวกัน โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้        1. ตัดยอดต้นตอให้สูงจากพื้นดิน ประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วผ่ากลางลำต้นของ ต้นตอให้ลึกประมาณ 3 - 4 เซนติเมตร    2. เฉือนยอดพันธุ์ดีเป็นรูปลิ่มยาวประมาณ 3 - 4 เซนติเมตร    3. เสียบยอดพันธุ์ดีลงในแผลของต้นตอ ให้รอยแผลตรงกัน แล้วใช้เชือกมัดด้านบน และล่างรอยแผลต้นตอให้แน่น    4. คลุมต้นที่เสียบยอดแล้วด้วยถุงพลาสติก หรือนำไปเก็บไว้ในโรงอบพลาสติก     5. ประมาณ 5 - 7 สัปดาห์ รอยแผลจะประสานกันดี และนำออกมาพักไว้ในโรง เรือนเพื่อรอการปลูกต่อไปการตัดชำ    การตัดชำ    คือ การนำส่วนต่าง ๆ ของพืชพันธุ์ดี เช่น ใบ และ ราก มาตัดและปักชำในวัสดุเพาะชำ เพื่อให้ได้พืชต้นใหม่จากสวนที่นำมาตัดชำ แต่ในที่นี้จะขอแนะนำขั้นตอนการตัดชำกิ่งซึ่ง มีขั้นตอน ดังนี้       1. ตัดโคนกิ่งให้ชิดข้อยาวประมาณ 15 - 20 เซนติเมตร โดยตัดเฉียงเป็นรูปปากฉลาม และตัดปลายบนให้เหนือตาประมาณ 1 เซนติเมตร    2. ใช้มีดปลายแหลมกรีดบริเวณรอบโคนยาว 1 - 1.5 เซนติเมตร ประมาณ 2 - 3 รอย    3. ปักกิ่งชำลงในวัสดุเพาะชำ ลึกประมาณ 2.5 - 5 เซนติเมตร    4. นำเข้าโรงอบพลาสติก หรือถุงพลาสติกขนาดใหญ่    5. ประมาณ 25 - 30 วัน กิ่งตัดชำจะแตกยอกอ่อน พร้อมออกราก เมื่อมีจำนวนมากพอ จึงย้ายปลูกต่อไป ขอขอบคุณแหล่งความรู้จาก  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ห้องสมุดความรู้การเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กองเกษตรสัมพันธ์
    1 โพสต์โดย Admin พันปักษา
  • 02 Jul 2016
            กล้วยไม้เขาพระวิหาร เป็นกล้วยไม้พันธุ์แท้ในสกุล Vandopsis มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Vandopsis Lissochiloides   (Gaud.) Pfitz   ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เป็นกล้วยไม้เฉพาะถิ่นและเป็นพืชเด่นประจำอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเอื้องระฟ้า     พบมากบนเขาหินปูนในพื้นที่ป่าบริเวณเขาพระวิหารโดยเฉพาะในเส้นทางศึกษา ธรรมชาติ และตามตะเข็บชายแดนติดต่อระหว่างไทย-กัมพูชา มักขึ้นอยู่บนที่ราบ สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 200 - 500 เมตร พบได้ในที่โล่งแจ้งระหว่างโขดหินผาที่ร้อนระอุด้วยแสงแดดจนเกือบจะหาสิ่งปก คลุมได้ยาก กล้วยไม้เขาพระวิหารก็สามารถทนอยู่ได้ กล้วยไม้สกุลนี้มีแหล่ง กำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กระจายพันธุ์อยู่ในประเทศต่าง ๆ เช่น พม่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดจีน จนถึงปาปัวนิวกินี ในประเทศไทยพบ 2 ชนิด คือ  1) พระยาฉัททันต์ 2) เขาพระวิหาร  ที่มา : http://www.orchisasia.org/especes/v/vanlis/vanlis_03_fr.html       http://www.orchisasia.org/especes/v/vanlis/vanlis_02_en.html ลักษณะการเจริญเติบโต พบการเจริญเติบโต   ตาม ก้อนหิน บนรอยแยกลานหิน ที่มีซากอินทรีย์วัตถุทับถม มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ขาดแคลนทั้งธาตุอาหารและน้ำ โดยจะมีลำต้นและรากที่ใหญ่สะสมอาหารไว้เพื่อความอยู่รอด รูปแบบการเจริญเติบโตแบบโมโนโพเดียล (monopodial) โดยจะเจริญเติบโตที่ปลายยอดไปได้เรื่อย ๆ มีการแตกตาที่โคนต้นบ้าง แต่ ไม่แตกกอลำต้นเป็นแบบลำเดียว ขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 -2 นิ้ว ใบหนาแข็งขนาดใหญ่ รูปตัววีแคบ สีเขียวอ่อนถ้าอยู่ที่กลางที่โล่งแจ้งจะมีสีเขียวอมเหลือง ใบจะเรียงสลับตรงข้าม ตามแนวตั้ง ระนาบเดียวกัน (distichous)    ช่อดอกแบบกระจะ (raceme) คือ ช่อดอกที่ดอกย่อยมีก้านดอกแยกจากแกนกลาง ก้านดอกย่อยแต่ละดอกจะมีความยาวใกล้เคียงกัน ออก ที่ข้างลำต้น ตั้งตรง ช่อดอกยาวได้ถึง 2 เมตร หนึ่งต้นให้มีช่อดอกได้ 4 – 5 ช่อต่อปี ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น แต่ละช่อจะทิ้งช่วงเวลาออกช่อค่อนข้างห่าง หนึ่งช่อประกอบด้วยดอก 10-15ดอก ขนาด ดอกกว้าง 5 เซนติเมตร ทรงกลม กลีบในและกลีบนอกคู่ล่างชิดซ้อนกัน กลีบนอกทั้ง 3 กลีบปลายรูปสามเหลี่ยมป้อม หน้างุ้มเข้าสู่ส่วนกลางของเกสร เนื้อกลีบดอกหนามาก สีดอกด้านหน้าพื้นสีเหลือง มีลายจุดสีม่วงปนน้ำตาล ถึงสีม่วงปนแดง ระบบรากเป็นระบบรากอากาศขนาดใหญ่แข็งแรง พันธุ์ที่พบในประเทศไทยและเขมร ด้านหลังดอกสีขาว ส่วนพันธุ์ที่พบในฟิลิปปินส์ ด้านหลังดอกสีชมพู ช่วงเวลาออกดอกระหว่างเดือนมีนาคม ถึง มิถุนายน ของทุกปีการปลูก   นิยมปลูกลงในกระถางขนาดใหญ่   ใช้วัสดุปลูกเปลือกมะพร้าว หรือรากเฟินสีดา ถ่านดำ ปุ๋ยชนิดละลายช้าสูตร 16 – 16 – 16การเลี้ยง ควรให้อยู่ในที่ร่มชอบความชื้นสูง พรางแสงประมาณ 50 %            กล้วย ไม้เขาพระวิหาร เป็นกล้วยไม้ป่าชนิดหนึ่ง ซึ่งกำลังอยู่ในความนิยมของผู้ปลูกกล้วยไม้เพื่อการสะสม ทำให้เกิดการลักลอบนำกล้วยไม้ออกจากป่าเพื่อการค้า เนื่องจากการขยายพันธุ์ ของกล้วยไม้เขาพระวิหารเกิดขึ้นได้ยากในสภาพธรรมชาติ ประกอบกับเป็นที่ต้องการของนักสะสม ทำให้เกิดการลักลอบนำออกจากป่าเพื่อการค้าและมีการบุกรุกป่าเพื่อทำไร่ ทำให้กล้วยไม้ชนิดนี้ลดปริมาณลงเป็นอย่างมาก จึงถือเป็นกล้วยไม้ป่าที่จำเป็น ต้องทำการอนุรักษ์   ก่อนที่จะเกิดสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ ขอขอบคุณแหล่งความรู้จาก บรรณานุกรมประชิด วามานนท์. 2552. เขาพระวิหาร หนังสือที่ระลึกงานกล้วยไม้ช้างชนช้างครั้งที่ 3 . หน้า 37-43. ระพี สาคริก. กล้วยไม้สกุลแวนดอพซิส http://kukr.lib.ku.ac.th/Fulltext/KU0057448c3.pdf http://www.benorchid.com/genera/vandopsis.htm http://www.agri.ubu.ac.th/horticulture/pdf/Conservative_Plants.pdf http://www.cpflower.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=207382&Ntype=2 http://orchids21.tripod.com/Html/Vandopsis.html http://kantalak.blogspot.com/2007/02/150-28-30.html http://www.panmai.com/Flower/Flower.shtml เสาวนี เขตสกุล นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ผู้รวบรวมและเรียบเรียง
    1 โพสต์โดย Admin พันปักษา
  • 03 Jul 2016
    "ทฤษฎีใหม่" เป็นแนวทางหรือหลักในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรินี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือ เกษตรกรที่ประสบความยากลำบาก ให้สามารถผ่านช่วงวิกฤต โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลำบากนัก                 การดำเนินงานตามทฤษฎีใหม่มี 3 ขั้นตอน คือ 1 ) การผลิต ให้พึ่งตนเองด้วยวิธีง่าย ค่อยเป็นค่อยไปตามกำลัง ให้พอมีพอกิน 2 ) การรวมพลังกันในรูปแบบ หรือ สหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกัน ในด้านการผลิต       การตลาด ความเป็นอยู่ สวัสดิการ การศึกษา สังคมและศาสนา 3 ) การดำเนินธุรกิจโดยติดต่อ ประสานงาน จัดหาทุนหรือแหล่งเงิน   ในขั้นแรกที่เป็นการผลิต ถือเป็นขั้นสำคัญที่สุด ให้แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 หมายถึง   ขุดสระเก็บกักน้ำ พื้นที่ประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้สม่ำเสมอตลอดปี โดยเก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง หรือระยะฝนทิ้งช่วง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ และพืชน้ำต่างๆ เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด โสน ฯลฯ       ปลูกข้าวพื้นที่ประมาณ 30 % ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับครัวเรือนให้เพียงพอตลอดปี โดยไม่ต้องซื้อหาในราคาแพง เป็นการลดค่าใช้จ่าย และสามารพึ่งตนเองได้     ปลูกผลไม้ ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผักพื้นที่ประมาณ 30 % ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก พืชสมุนไพร ฯลฯ อย่างผสมผสานกัน และหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลิอจากการบริโภคก็นำไปขายได้       เป็นที่อยู่อาศัย และอื่นๆพื้นที่ประมาณ 10 % ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง คันดิน โรงเรือนและสิ่งก่อสร้างอื่น๐ รวมทั้งคอกเลี้ยงสัตว์ เรือนเพาะชำ ฉางเก็บผลิตผลการเกษตร ฯลฯ
    1 โพสต์โดย Admin พันปักษา
  • 13 Jul 2016
    วิธีการเพาะเชื้อเห็ดฟางจากต้นกล้วยวัสดุอุปกรณ์1. ต้นกล้วยสดหั่นตากแห้ง 1 กก .2. ถุงพลาสติกชนิดใส ขนาด 6*9 นิ้ว 10 ใบ3. มีดคัทเตอร์ 1 ด้าม4. แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ 70% 1 ขวด5. แก้วเปล่า 1 ใบ6. เข็มเย็บกระดาษ 1 อัน7. ดอกเห็ดฟางสด ( ดอกตู ม ) 1 ดอก8. กระดาษที่สะอาด 1 แผ่ น9. สำลี10.น้ำสะอาดเล็กน้อย วิธีทำ1. นำต้นกล้วยสด และควรเป็นต้นกล้วยตัดใหม่ ๆ มาหั่นเป็นแว่น ๆ หนาประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร ถ้าเป็นต้นกล้วยที่มีเครือแล้วให้เก็บส่วนของก้านเครือทิ้งให้หมดแล้วใช้มีด สับต้นกล้วยที่หั่นแล้วให้ละเอียดเล็กน้อยประมาณ 1 –2 เซนติเมตรนำไปตากแดดโดยมีแผ่นพลาสติกหรือวัสดุรองพื้นที่สะอาดเกลี่ยให้บาง ๆ ประมาณ 4-5 วัน ควรกลับกองกล้วยทุกวันจนต้นกล้วยแห้งสนิทจึงนำไปทำเชื้อเห็ดฟาง 2. นำต้นกล้วยที่แห้งแล้ววางบนพื้นซีเมนต์หรือบนแผ่นพลาสติก พรมด้วยน้ำสะอาดผสมคลุกเคล้าจนทั่วแล้วทำการตรวจสอบให้มี ความชื้นหมาด ๆ โดยการใช้มือกำต้นกล้วยแล้วบีบให้แน่น เมื่อคลายมืออกต้นกล้วยจะเป็นต้นเล็กต้นน้อย หรือรู้สึกชื้นมือ ถ้าบีบแล้วน้ำหยดหรือซึมออกตามง่ามมือแสดงว่าความชื้นมากเกินไปต้องผึ่งลมทิ้งไว้ให้ความชื้นระเหยไปประมาณ 1-2 ชั่วโมงถ้าความชื้นมากเกินไปเส้นใยเห็ดฟางจะไม่เจริญ 3. บรรจุต้นกล้วยลงในถุงประมาณถุงละ 200 กรัม (ต้นกล้วยแห้ง 1 กิโลกรัม บรรจุได้ประมาณ 15- 20 ถุง ) 4. นำดอกเห็ดฟางสดมาทำความสะอาด โดยใช้มีดคัทเตอร์ตัดแต่ง บริเวณโคนดอกเห็ดฟางที่สกปรกหรือมีวัสดุเพาะติดโคนดอกมา ออกให้หมดควรทำอย่างระมัดระวัง อย่าให้ดอกเห็ดฟางกระทบกระเทือนหรือชอกช้ำมาก 5. เทแอลกอฮอล์ลงในแก้วประมาณ 1/2 แก้วแล้วนำดอกเห็ดฟางที่ตัดแต่งแล้วจุ่มลงไปจนมิดดอกเห็ดฟาง แล้วนำออกมาวางใน กระดาษที่่สะอาดปล่อยให้แอลกอฮอล์ระเหยออกจากดอกเห็ดฟาง จนแห้ง ( ห้ามนำดอกเห็ดฟางแช่ลงในแก้วแอลกอฮอล์แล้วแช่ ทิ้งไว้ ) 6. นำสำลีจุ่ม แอลกอฮอล์ แล้วนำไปเช็ดถูทำความสะอาดใบมีดคัทเตอร์ ใช้มีด ตัดส่วนของดอกเห็ดฟางส่วนใดก็ได้ อย่างระมัดระวัง ขนาดประมาณ 1 ตารางเซนติเมตร หนาประมาณ 1 มิลลิเมตร ใส่ลงไปในถุงที่บรรจุต้นกล้วยเตรียมไว้ ถุงละ 1 ชิ้นทุกถุงเห็ดฟาง 1 ดอก ใช้ได้ประมาณ 10 ถุง 7. จับปากถุงแล้วเขย่าให้เนื้อเยื่อดอกเห็ดฟางอยู่ในบริเวณกึ่่งกลางถุงพอดี แล้วแนบปากถุงพับลงมา 2–3 ครั้ง เย็บปากถุงด้วยเข็มเย็บกระดาษ 2-3 ครั้ง8. นำถุงเชื้อเห็ดฟางบรรจุลงในตะกร้าหรือลังไม้เรียงเป็นแถวทับซ้อนกันได้ไม่ เกิน 2 ชั้ น แล้วนำไปบ่มเชื้อในอุณหภูมิห้องปกติ (30 องศาเซลเซียส ) ประมาณ 10-15 วัน เส้นใยเห็ดฟางจะเจริญจนเต็มถุงจึงนำไปเพาะหรือนำไปต่อเชื้อเพื่อขยายให้มี ปริมาณมากขึ้นการทำเชื้อเห็ดฟางจากต้นกล้วยข้อดีของการใช้ต้นกล้วยทำเชื้อเห็ดฟาง1.เป็นวัสดุที่หาง่าย2.ต้นทุนต่ำ3.ทำง่าย4.ปลอดเชื้อจุลินทรีย์5.สามารถคัดเลือกสายพันธ์ได้เอง6.เส้นใยแข็งแรงสมบูรณ์และให้ผลผลิตที่ดี ศึกษาเพิ่มเติม การเพาะเห็ดฟางจากใบกล้วย :http://www1.nsdv.go.th/foodbank/08_mushroom_banhuoymk.html
    1 โพสต์โดย Admin พันปักษา

ผู้เขียนบล๊อกยอดนิยม